TDRI เตือน! ไทยเสี่ยงโดน มาตรา 301 สหรัฐฯ เจาะจงสอบสวนการค้าไม่เป็นธรรม
TDRI เตือน! ไทยเสี่ยงโดน มาตรา 301 สหรัฐฯ เจาะจงสอบสวนการค้าไม่เป็นธรรม ชี้ รัฐบาลต้องแสดงความจริงใจเร่งเจรจา คุมเข้มสินค้าสวมสิทธิ์จากจีน ลดแรงกดดันภาษีทรัมป์
นายศุภณัฎฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI เปิดเผยกับทีมข่าว PPTV Wealth ถึงทิศทางสถานการณ์การค้าไทยภายใต้มาตรการภาษีใหม่ โดยระบุว่า แม้ปัจจุบันประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าจากทั่วโลกที่ระดับ 10% เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่จากข้อมูลล่าสุดคาดการณ์ว่า ภาษีจะขยับขึ้นไปแตะเพดานที่ 15% ภายในกรอบเวลา 150 วัน ตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงใหม่ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ การที่สหรัฐฯ อาจนำมาตรา 301 ตามกฎหมายการค้ามาใช้ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่เปิดทางให้มีการสอบสวนพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรมเป็นรายประเทศ หากผลการสอบสวนระบุว่าไทยมีความบกพร่อง สหรัฐฯ สามารถเลือกขึ้นภาษีเฉพาะเจาะจงกับไทยได้ ซึ่งจะทำให้ไทยเสียเปรียบขีดความสามารถทางการแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างเวียดนาม มาเลเซีย หรืออินโดนีเซียทันที
"มาตรา 301 คือความเสี่ยงใหม่ที่น่ากลัวกว่าภาษีฐาน เพราะเป็นการสอบสวนเจาะจงรายประเทศ หากไทยถูกสรุปว่าการค้าไม่เป็นธรรม ในขณะที่คู่แข่งไม่โดน เราจะเสียเปรียบในตลาดสหรัฐฯ อย่างรุนแรง"
ปัจจัยที่อาจทำให้ไทยตกเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ ในการถูกสอบสวนตาม มาตรา 301 ประกอบด้วยหลายมิติ ทั้งการที่ไทยมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯในระดับสูง ปัญหาอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีที่ปรากฏในรายงานของสหรัฐฯอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประเด็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ไทยยังคงติดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามอง (Watchlist) และประเด็นสำคัญคือความกังวลเรื่องการเป็นทางผ่านของสินค้าสวมสิทธิ์จากจีน เพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพื่อเลี่ยงภาษี ซึ่งล้วนเป็นเหตุผลที่สหรัฐฯ สามารถหยิบยกมาอ้างเพื่อเปิดการสอบสวนได้ทั้งสิ้น
สำหรับบทบาทของรัฐบาลไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน นายศุภณัฎฐ์ มองว่า แม้ปัจจุบันจะเป็นรัฐบาลรักษาการที่ไม่สามารถตัดสินใจในระดับนโยบายหรือทำข้อตกลงทางการค้าใหม่ๆ ได้ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือ "ทีมไทยแลนด์" สามารถเริ่มดำเนินการในระดับเจ้าหน้าที่ได้ทันที โดยเฉพาะการแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาที่สหรัฐฯ กังวล เช่น การปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า การปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง และการวางระบบตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าให้รัดกุมเพื่อป้องกันสินค้าสวมสิทธิ์จากจีน ซึ่งการขยับตัวก่อนจะช่วยลดน้ำหนักและเหตุผลที่สหรัฐฯ จะใช้โจมตีไทยได้ในอนาคต
"ในช่วงรัฐบาลรักษาการ เราต้องแสดงความจริงใจด้วยการแก้ปมปัญหาที่สหรัฐฯ คาใจ ทั้งเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและการสวมสิทธิ์สินค้าจีน เพื่อลดเหตุผลที่เขาจะใช้เปิดสอบสวนไทย"
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เสร็จสิ้น ภารกิจเร่งด่วนที่ต้องทำคือการยกระดับการเจรจาจากกรอบความร่วมมือเบื้องต้นไปสู่การตกลงทางการค้าที่ชัดเจนขึ้นเพื่อบริหารจัดการเรื่องภาษี รวมถึงต้องเร่งยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยงทางการค้าด้วยการเปิดตลาดใหม่ๆ ผ่านการทำ FTA กับสหภาพยุโรปหรือเกาหลีใต้ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ที่มีความผันผวนทางนโยบายสูง
นอกจากนี้ นายศุภณัฎฐ์ยังเน้นย้ำถึงแนวทางการเตรียมตัวรับมือกับมาตรการเพิ่มเติมที่สหรัฐฯ อาจนำมาใช้บีบเค้นไทยในอนาคต โดยระบุว่ารัฐบาลและผู้ประกอบการต้องวางแผนร่วมกันในกรณีที่ต้องยอมแลก เพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนใหญ่ หากสหรัฐฯ ยื่นเงื่อนไขให้ไทยเปิดเสรีตลาดสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ พยายามผลักดันมาตลอด รัฐบาลต้องเตรียมแผนซัพพอร์ตเกษตรกรรายย่อยให้สามารถปรับตัวและอยู่รอดได้ภายใต้ข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้น
ในส่วนของผลกระทบจากภาษี 15% นายศุภณัฎฐ์ ชี้ว่า มีทั้งมุมที่เป็นประโยชน์และจุดที่ยังเสียเปรียบ โดยในระยะสั้นไทยได้ประโยชน์จากการที่ภาษีลดลงจากระดับเดิมที่เคยถูกคาดการณ์ไว้ รวมถึงสร้างความเท่าเทียมกับคู่แข่งบางประเทศที่เคยเสียภาษีน้อยกว่า
อย่างไรก็ตาม สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์พกพายังเป็นกลุ่มที่ได้รับยกเว้นทำให้การส่งออกยังเติบโตได้ดี แต่สิ่งที่ต้องระวังคือมาตรา 232 ที่เก็บภาษีรายสินค้า เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม และชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งไทยยังเสียเปรียบประเทศที่มีข้อตกลงพิเศษกับสหรัฐฯ อย่างญี่ปุ่น
สำหรับผู้ประกอบการส่งออก นายศุภณัฎฐ์แนะนำว่าในระยะสั้นอาจเห็นการเร่งสั่งซื้อออเดอร์ล่วงหน้าจากผู้นำเข้าสหรัฐฯ เพื่อเลี่ยงภาษีที่อาจปรับตัวสูงขึ้นอีกในอนาคต แต่ในระยะยาวต้องปรับกลยุทธ์ไม่ยึดติดกับตลาดเดียวและต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นเรื่องมาตรฐานการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า เนื่องจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ จะยังคงมีความไม่แน่นอนและผันผวนสูงมากในยุคของทรัมป์
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB